อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี l พุนพิน l ไชยา l พระแสง l เกาะสมุย l เกาะพะงัน l ท่าฉาง l ท่าชนะ l คีรีรัฐนิคม l บ้านนาสาร
เวียงสระ l กาญจนดิษฐ์ l พนม l บ้านตาขุน l ดอนสัก l เคียนซา l บ้านนาเดิม l ชัยบุรี l กิ่งอำเภอวิภาวดี

สวนโมกขพลาราม
SUAN MOKKHABALARAM
68/1 ถนนเพชรเกษม หมู่ 6 ตำบลเลม็ด อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี 84110 โทรศัพท์ (077) 431552

    โอวาท : ท่านพุทธทาส
  • ที่มาของชื่อ " สวนโมกข์พลาราม " : เราว่าไปคนเดียว คิด คิด คิดไปตามกฎเกณฑ์ หรือตามถ้อยคำที่มีไช้อยู่ และเพื่อขบขันบ้าง เรามันมีนิสัยฮิวเมอริสท์อยู่บ้าง ฟลุคที่ว่ามันมีต้นโมก และต้นพลา ที่สวนโมกข์เก่านั้น เอาโมกกับพลามาต่อกันเข้า มันก็ได้ความหมายเต็มว่า " กำลังแห่งความหลุดพ้น " ส่วนคำว่าอาราม แปลว่า ที่ร่มรื่น ที่รื่นรมย์ เมื่อมันฟลุคอย่างนี้มันก็ออกมาจริงจัง ตรงตามความหมายแท้จริงของธรรมะ มีความหลุดพ้น เรียกว่า " โมกข-พลาราม " เป็นชื่อสำนักป่าที่จัดขึ้นมาเพื่อส่งเสริมวิปัสนาธุระ

  • ค่ายลูกเสือ
    ค่ายลูกเสือ
    กุฏิท่านอาจารย์พุทธทาส
    ลานหินโค้ง
    ศาลาธรรมโฆษณ์
    โรงมหรสพทางวิญญาณ


  • เจตนารมณ์ของสวนโมกข์ ตั้งไว้ 3 ข้อ คือ : การค้นคว้าพระไตรปิฎก (ปริยัติ) การตามรอยพระอรหันต์ (ปฏิบัติ) และการเผยแพร่ความรู้ธรรมะชั้นลึก และตอนหลังมีการเพิ่มปณิธาน 3 ข้อเข้าไป ว่าให้ทุกคนเข้าถึงหัวใจของศาสนาของตนๆ ให้เกิดความเข้าใจกันระหว่างศาสนา และช่วยกันเข็นโลกให้ออกจากวัตถุนิยม มันแปลกออกไป เป็นการทำให้ก้าวหน้า หรือมีน้ำหนักมากขึ้น พอส่งเสริมปริยัติ ส่งเสริมปฏิบัติได้สำเร็จ คนก็เข้าถึงหัวใจพุทธศาสนามากยิ่งขึ้น ความเข้าใจศาสนาของเพื่อนก็จะดีขึ้น ถ้าศาสนามีอิทธิพลในหมู่คนมากขึ้น เขาก็จะพากันออกจากวัตถุนิยมของเขาเอง

  • วัตถุประสงค์ของสวนโมกข์ : เพื่อรื้อฟื้นและส่งเสริมการปฏิบัติธรรม หมายความว่า การปฏิบัติธรรมแบบที่เป็นตัวพุทธศาสนามันหายไป ต้องรื้อกลับขึ้นมาให้มีการปฏิบัติชนิดนั้น แล้วถ้ามีขึ้นมาแล้ว มันก็ต้องส่งเสริมให้ก้าวหน้าถึงที่สุด

  • ที่มาของชื่อ " พุทธทาส " : เราเกิดความรู้สึกที่จะรับใช้พุทธศาสนาขึ้นมา โดยที่เราเริ่มเข้าใจพระพุทธเจ้า และเริ่มเข้าใจพุทธศาสนา ว่าเป็นสิ่งที่มีประโยชน์สูงสุดสำหรับมนุษย์ แต่แล้วมันก็ไม่ค่อยจะได้รู้จักกัน ฉะนั้นจึงอุทิศตั้งจิตว่าเราจะทำงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา อย่างกับว่ารับใช้พระพุทธองค์ให้สมกับหน้าที่พระสาวก ทีนี้ทุกเย็นไม่ว่าวัดไหนเขาก็สวดทำวัตรเย็น ในการทำวัตรเย็นมันก็มีคำชัดเลยว่า " ข้าพเจ้าเป็นทาสของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเป็นนายมีอิสระเหนือข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามอบกายถวายชีวิตนี้แด่พระพุทธเจ้า " มันก็ยิ่งเข้ารูปกันกับที่เราที่ตั้งใจอยู่ว่าจะรับใช้พระพุทธเจ้า ในฐานะที่เป็นทาส จึงสมกับที่เรียกตัวเองว่า " พุทธทาส "

พุทธทาสจักไม่มีวันตาย
พุทธทาสจักอยู่ไปไม่มีตาย แม้ฉันตายกายลาลับไปหมดแล้ว
แม้ร่างกายดับไปไม่ฟังเสียง แต่เสียงสั่งยังแจ้วแว่วหูสหาย
ร่างกายเป็นร่างกายไปไม่ลำเอียง ว่าเคยพลอดกันอย่างไรไม่เสื่อมคลาย
นั่นเป็นเพียงสิ่งเปลี่ยนไปในเวลา ก็เหมือนฉันไม่ตายกายธรรมยัง
พุทธทาสคงอยู่ไปไม่มีตาย ทำกับฉันอย่างกะฉันนั้นไม่ตาย
ถึงดีร้ายก็จะอยู่คู่ศาสนา ยังอยู่กับท่านทั้งหลายอย่างหนหลัง
สมกับมอบกายใจรับใช้มา มีอะไรมาเขี่ยไค้ให้กันฟัง
ตามบัญชาองค์พระพุทธไม่หยุดเลย เหมือนฉันนั่งร่วมด้วยช่วยชี้แจง
พุทธทาสยังอยู่ไม่มีตาย ทำกับฉันอย่างกะฉันไม่ตายเถิด
อยู่รับใช้เพื่อนมนุษย์ไม่หยุดเฉย ย่อมจะเกิดผลสนองหลายแขนง
ด้วยธรรมโฆษณ์ตามที่วางไว้อย่างเคย ทุกวันนัดสนทนาอย่าเลิกแล้ง
โอ้เพื่อนเอ๋ยมองเห็นไหมอะไรตายฯ ทำให้แจ้งที่สุดได้เลิกตายกันฯ